Daily NewsRecent Posts

PACO โตแรง 78% ใจป้ำจ่ายปันผล 30 ล้าน

บอร์ด “PACO” บมจ.เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ ใจป้ำ จ่ายปันผล 30 ล้านบาท หลังโชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2564 เติบโตสวย มีรายได้รวม 187.8 ล้านบาท กำไรสุทธิเติบโต 78% เป็น 31.3 ล้านบาท ผู้บริหารมั่นใจปีนี้รายได้เติบโต 20% ตลาดรถยนต์โลกฟื้นตัวดีหนุนรายได้เติบโต พร้อมเปิดแผนธุรกิจเชิงรุกต่อเนื่อง

นายสมชาย เลิศขจรกิตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ จำกัด (มหาชน) (“PACO”) ผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนแอร์รถยนต์ชั้นนำของไทย กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีที่จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2564 ซึ่งบริษัทฯ มีรายได้รวม 187.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16 % จากรายได้รวม 161.9 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 มีกำไรขั้นต้น 47.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 31.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78 % เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ 17.6 ล้านบาทในไตรมาส 2/2563 ซึ่งรายได้รวมของ PACO เติบโตดีขึ้นตามอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่กลับมาขยายตัวอีกครั้ง ตามสภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวและกลับสู่การเติบโตอีกครั้ง

ในสถานะ PACO มีอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2 ปีนี้  PACO มีอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็น 16.7% สูงกว่าอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ OEM ที่ประมาณ  5-10% เนื่องจาก PACO เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เน้นตลาดอะไหล่ทดแทน  (Aftermarket Parts) จึงสามารถกำหนดราคาขายสินค้าได้เอง และมีการแข่งขันด้านราคาที่น้อยกว่า โดยอัตรากำไร สุทธิของบริษัทฯ ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 12% ในปีก่อน สำหรับงบการเงิน 6 เดือนแรกปี 2564 PACO มีรายได้รวม 369.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4 % จากรายได้รวม 353.9 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกปี 2563 โดยมีกำไรขั้นต้น 95.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30 % จากเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ 46.2  ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ให้ผู้ถือหุ้นทุกคนในอัตรา 0.03 บาทต่อหุ้นเป็นเงิน 30 ล้านบาท โดยกำหนดวันปิดสมุดรายชื่อผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2564 และจ่ายปันผลในวันที่ 9 กันยายน 2564

ล่าสุด บริษัทฯได้เปิดตัวสินค้ากลุ่มใหม่เพื่อรองรับเทรนด์ใหม่ของโลก คือ ยานยนต์ ไฟฟ้า (EV)  โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ แบตเตอรี่คูลเลอร์ ซึ่งเป็น 1 ในชิ้นส่วนสำคัญ สำหรับรถยนต์ ไฟฟ้า แบบ BEV และ PHEV (Plug-in Hybrid) ซึ่งขณะนี้ PACO ได้ผลิต แบตเตอรี่คูลเลอร์ สำหรับ Tesla ซึ่งเป็น แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก สำหรับรุ่น Tesla Model X และ Tesla 3 ตลอดจน รถยนต์ Plug-in Hybrid แบรนด์ BMW Series 3 และ Series 5 รุ่นปัจจุบัน (G20 และ G30) ซึ่งได้รับความนิยมสูงทั่วโลก โดย PACO เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ทดแทนรายแรกของไทย ที่เริ่มเปิดตลาดแบตเตอรี่คูลเลอร์ ทั้งตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ

“ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า(EV) เป็นตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และจะเข้ามา แทนที่ตลาดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป และ ประเทศจีน ซึ่งเป็น 1 ในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากทุกปี มีแบรนด์ รถยนต์ ไฟฟ้าหลากหลายแบรนด์ และ จำหน่ายในราคาที่แข่งขันได้ กับรถยนต์ ที่ใช้ น้ำมัน  (IC) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีแบตเตอร์รี่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นทุกปี สามารถขับรถได้ ระยะทางได้ไกลขึ้น ( 400-500 กิโลเมตร) ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง และแบตเตอรี่มี ราคาถูกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน มียอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ Plug-in Hybrid ทั่วโลกมากกว่า 11 ล้านคัน ณ สิ้นปี  2563  และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 230 ล้านคันภายในปี 2573 จึงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่พอสมควร โดยผลิตภัณฑ์ของ PACO มีจุดเด่นที่มีคุณภาพเทียบเคียงกับอะไหล่แท้ ในราคาที่ต่ำกว่าประมาณ กว่า 200% และมีการรับประกันสินค้านานถึง 12 เดือน โดยบริษัทฯ จะมุ่งเน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก และมีวางจำหน่ายตลาดในประเทศในเครือข่ายร้าน PACO Auto Shop กว่า 200 สาขา ในปัจจุบัน” นายสมชายกล่าว

นอกจากนี้  PACO เตรียมขยายตลาดส่งออก ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ดี บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า ตลาดรถยนต์ทั่วโลกฟื้นตัวดี มีคำสั่งซื้อรถยนต์ใหม่ และ อะไหล่รถยนต์เพิ่มมากขึ้น โดยตลาดส่งออก หลักของบริษัทฯ คือ ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จากราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากความต้องการใช้น้ำมันที่มากขึ้นจากการเปิดเมือง ของ สหรัฐอเมริกา และทวีปยุโรป ทำให้บริษัทฯได้รับคำสั่งซื้อแอร์รถยนต์ซึ่งเป็นสินค้าหลักเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้บริษัทฯได้รับผลดีจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเนื่องจากรายได้หลักของบริษัทฯซึ่งมาจากการส่งออกกว่า 60% ประกอบกับราคาวัตถุดิบเริ่ม ปรับตัวลดลง ส่วนตลาดในประเทศ  PACO มั่นใจว่า แผนการขยายเครือข่ายร้านอะไหล่แอร์รถยนต์ครบวงจร ภายใต้แบรนด์ PACO Auto Hub ได้ถึง 300 สาขาภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขาย ตลอดจนสร้างแบรนด์ PACO ให้เป็นที่ รู้จักในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งด้านช่องทางการจำหน่ายสินค้า จึงมั่นใจว่าปีนี้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ จะเติบโตมากกว่าเป้าหมาย 15% โดยในครึ่งปีหลัง PACO เตรียมจะจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับประเทศไทย เพื่อเจาะตลาด และเพิ่มยอดขายในมาเลเซียอย่างมีประสิทธิภาพ ”

#bidennews #หมาป่าแห่งวอลสตรีท

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Back to top button